ความต้องการในการพัฒนาของพนักงานมหาวิทยาลัยสายสนับสนุนวิชาการ มหาวิทยาลัยนครพนม
ผู้แต่ง:
พาทิศ คงโสมา, จิณัฐตา เพ็งอ่ำ, ชนน์วริศร์ ชยกรธนาวัชร์
Download: 773 ครั้ง
|
บทคัดย่อ
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัญหาการปฏิบัติงานของพนักงานมหาวิทยาลัยสายสนับสนุนวิชาการ 2) เพื่อศึกษาความต้องการพัฒนาของพนักงานมหาวิทยาลัยสายสนับสนุนวิชาการ และ 3) เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาพนักงานมหาวิทยาลัยสายสนับสนุนวิชาการในยุควิถีชีวิตใหม่ ผลการวิจัยพบว่า สภาพปัญหาการปฏิบัติงาน ได้แก่ ความรู้การวางแผน การวิเคราะห์งาน และการตัดสินใจ ความรู้ ความเข้าใจกระบวนการทำงานและทักษะในการปฏิบัติงาน ทักษะการศึกษาและค้นคว้าอย่างเป็นระบบ ความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับเป้าหมายและภารกิจของหน่วยงาน ความรู้เกี่ยวกับการจัดเก็บข้อมูลสารสนเทศ และการนำเสนอข้อมูลอย่างเป็นระบบ ความสามารถในการให้คำแนะนำ หรือเป็นที่ปรึกษาช่วยตัดสินใจหรือแก้ปัญหา แรงจูงใจหรือความพยายามสู่ความก้าวหน้าในวิชาชีพ ความรู้ ความเข้าใจต่อหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย ความสามารถในการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ และความสามารถในการสื่อสารภาษาอังกฤษ ความต้องการพัฒนาการปฏิบัติงานอยู่ในระดับมาก ได้แก่ แรงจูงใจหรือความพยายามสู่ความก้าวหน้าในวิชาชีพ ( = 4.19) ความรู้ ความเข้าใจและกระบวนการทำงาน และทักษะในการปฏิบัติงานที่ได้รับมอบหมาย ( = 4.10) ความรู้การวางแผน การวิเคราะห์งาน และการตัดสินใจ ( = 4.04) ทักษะการศึกษาและค้นคว้าอย่างเป็นระบบ ( = 4.04) ความรู้ ความเข้าใจต่อหน้าที่ในตำแหน่งงานที่ได้รับมอบหมาย ( = 4.00) ความรู้เกี่ยวกับการจัดเก็บข้อมูลสารสนเทศ และการนำเสนอข้อมูลอย่างเป็นระบบ ( = 3.99) ความสามารถในการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ ( = 3.94) ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเป้าหมายและภารกิจของหน่วยงาน ( = 3.93) ความสามารถในการเขียนหนังสือราชการ ( = 3.77) แนวทางการพัฒนาพนักงานมหาวิทยาลัยสายสนับสนุนวิชาการในยุควิถีชีวิตใหม่ ได้แก่ การส่งเสริมและพัฒนาการผลิตผลงานทางวิชาชีพ การส่งเสริมสนับสนุนการเรียนรู้เพื่อพัฒนาการปฏิบัติงานผ่านระบบออนไลน์ และการจัดทำหลักสูตรฝึกอบรม
Download
|
วิเคราะห์การเบิกจ่ายค่าตอบแทนการสอนอาจารย์พิเศษ ของคณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา ประจำปีการศึกษา 2565
ผู้แต่ง:
สุธาสินี หินแก้ว
Download: 783 ครั้ง
|
บทคัดย่อ
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1. สภาพปัจจุบันการเบิกจ่ายค่าตอบแทนการสอนของอาจารย์พิเศษ 2. วิเคราะห์การเบิกจ่ายค่าตอบแทนการสอนของอาจารย์พิเศษ และ 3. วิเคราะห์ภาระงานสอนของอาจารย์ประจำตามเกณฑ์ภาระงาน คณะทันตแพทยศาสตร์ ประจำปีการศึกษา 2565 การวิจัย พบว่า ชั่วโมงการสอนปีการศึกษา 2565 กลุ่มสาขาวิชาทันตกรรมบูรณะ มีค่าใช้จ่ายในการเชิญอาจารย์พิเศษมากที่สุด รองลงมาเป็นกลุ่มสาขาวิชาเวชศาสตร์ช่องปากและศัลยศาสตร์ และกลุ่มวิชาทันตกรรมป้องกันและทันตสาธารณสุขตามลำดับ โดยกลุ่มสาขาวิชาทันตกรรมบูรณะ สาขาวิชาทันตกรรมประดิษฐ์มีชั่วโมงการสอนมากที่สุด รองลงมาเป็นกลุ่มสาขาวิชาเวชศาสตร์ช่องปากและศัลยศาสตร์ สาขาวิชาศัลยศาสตร์ช่องปาก และสาขาวิชาวิทยาการวินิจฉัยโรคช่องปาก จำแนกได้ว่ากลุ่มสาขาวิชาทันตกรรมบูรณะ สาขาวิชาทันตกรรมประดิษฐ์ เชิญอาจารย์พิเศษมากที่สุด จำนวน 611 ชั่วโมง มีค่าตอบแทน 611,000 บาท กลุ่มสาขาวิชาเวชศาสตร์ช่องปากและศัลยศาสตร์ สาขาวิชาศัลยศาสตร์ช่องปาก เชิญอาจารย์พิเศษ จำนวน 527 ชั่วโมง มีค่าตอบแทน 527,000 บาท และกลุ่มสาขาวิชาทันตกรรมบูรณะ สาขาวิชาทันตกรรมหัตถการ เชิญอาจารย์พิเศษ จำนวน 400 ชั่วโมง มีค่าตอบแทน 400,000 บาท หากอาจารย์ประจำสอนตามเกณฑ์ภาระงานสอน จำนวน 1,050 ชั่วโมงตลอดปีการศึกษา คณะทันตแพทยศาสตร์จะประหยัดค่าใช้จ่ายในการเชิญอาจารย์พิเศษ จำนวน 2,904,000 บาท โดยมี 3 สาขาวิชา ที่มีภาระงานสอนมากกว่าเกณฑ์ภาระสอนที่กำหนดและสามารถเชิญอาจารย์พิเศษมาทำการสอนให้กับนิสิตได้ ได้แก่ กลุ่มสาขาวิชาทันตกรรมบูรณะ สาขาวิขาทันตกรรมประดิษฐ์ กลุ่มสาขาวิชาเวชศาสตร์ช่องปากและศัลยศาสตร์ สาขาวิชาศัลยศาสตร์ช่องปาก และสาขาวิชา
ทันตกรรมหัตถการ โดยมีงบประมาณการค่าตอบแทนอาจารย์พิเศษ จำนวน 1,170,000 บาท
Download
|
การศึกษาเทคนิคการสร้างเสียงภาษาไทยจากปัญญาประดิษฐ์เพื่อใช้ผลิตสื่อมัลติมีเดีย
ผู้แต่ง:
กุลกานต์ สุทธิดารา, อลิษา แสงวิมาน, อาทิตยา บินฮาซัน
Download: 1612 ครั้ง
|
บทคัดย่อ
ปัจจุบันปัญญาประดิษฐ์หรือ AI (Artificial Intelligence ) เข้ามามีบทบาทสำคัญในทุกภาคส่วน ซึ่งเทคโนโลยีการสร้างเสียงจากปัญญาประดิษฐ์ (Generate AI Voice) เป็นศาสตร์หนึ่งของ AI ที่ถูกนำมาใช้ประโยชน์ในการผลิตเสียงสังเคราะห์เลียนแบบเสียงพูดจริงของมนุษย์ เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวันและการทำงาน การสร้างเสียงจากปัญญาประดิษฐ์นั้นอาศัยเทคโนโลยี 2 ด้านหลัก คือ
(1) การประมวลผลภาษาธรรมชาติ (NLP: Natural language processing) ร่วมกับ (2) เทคโนโลยีสังเคราะห์เสียงจากข้อความ (TTS: Text-to-Speech Synthesis) เพื่อแปลงข้อความจากตัวหนังสือให้เป็นเสียงพูดในภาษาต่าง ๆ ได้ โดยงานเทคโนโลยีการเรียนรู้ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรีได้ใช้เสียงภาษาอังกฤษจาก AI ในงานผลิตสื่อมัลติมีเดีย ซึ่งสามารถใช้แทนการอัดเสียงจากห้องสตูดิโอได้เป็นอย่างดี แต่สำหรับการสร้างเสียงภาษาไทยจาก AI นั้นยังมีปัญหาเรื่องการอ่านออกเสียงที่ไม่ถูกต้องและไม่เป็นธรรมชาติอยู่ เนื่องจากโครงสร้างทางภาษาไทยมีความซับซ้อนและไม่มีการเว้นช่องว่างระหว่างคำเหมือนภาษาอังกฤษ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเทคนิคการป้อนข้อความภาษาไทยในซอฟต์แวร์การสร้างเสียงจากปัญญาประดิษฐ์ (Generate AI Voice) ให้ได้เสียงพูดสังเคราะห์ที่แม่นยำและเป็นธรรมชาติ โดยมีกระบวนการ ดังนี้ 1) ศึกษารายละเอียดข้อมูลและวิเคราะห์ซอฟต์แวร์ที่ให้บริการแปลงข้อความให้เป็นเสียงพูดเพื่อเลือกซอฟต์แวร์ที่เหมาะสมกับการใช้งาน และเนื้อหาที่ต้องการผลิตสื่อ 2) ทดลองป้อนเนื้อหาในซอฟต์แวร์ที่เลือกเพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลด้านความถูกต้องของการออกเสียง และด้านความเป็นธรรมชาติของเสียง (จังหวะ ความเร็ว และการเว้นวรรค) ผลการศึกษาพบว่า จากการทดลองใช้เทคนิค ความถูกต้องของการออกเสียงและความเป็นธรรมชาติของเสียงดีขึ้นตามลำดับ ในการทดลองครั้งที่ 1 ความถูกต้องของการออกเสียงคิดเป็นร้อยละ 92 จนถึงครั้งที่ 30 คิดเป็นร้อยละ 100 และความเป็นธรรมชาติของเสียงปรับจากเสียงที่อ่านเร็วเกินไป และขาดจังหวะหายใจ มาเป็นเสียงที่จังหวะพอดีเข้ากับสื่อที่ผลิต ดังนั้นขั้นตอนการเตรียมพร้อมของข้อความก่อนที่จะป้อนลงซอฟต์แวร์เป็น สิ่งสำคัญ เช่น การเว้นวรรคคำใหม่ การใช้สัญลักษณ์พิเศษ การถอดอักษรเป็นคาราโอเกะสำหรับคำที่มีความซับซ้อนในการอ่าน โดยสามารถสรุปเป็นเทคนิคที่สำคัญในการการสร้างเสียงจาก AI เพื่อใช้ผลิตสื่อมัลติมีเดียได้ 8 ข้อ
Download
|
แบบพิมพ์เซรามิกส์สำหรับกระบวนการจุ่มขึ้นรูปผลิตภัณฑ์จากยางธรรมชาติ
ผู้แต่ง:
นุชรีย์ ชมเชย
Download: 672 ครั้ง
|
บทคัดย่อ
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อหาสูตรส่วนผสมที่เหมาะสมเพื่อใช้ผลิตแบบพิมพ์เซรามิกส์สำหรับกระบวนการจุ่มขึ้นรูปผลิตภัณฑ์จากยางธรรมชาติ มีวิธีดำเนินการ 2 ขั้นตอน ขั้นตอนที่ 1 ทดสอบสมบัติของสูตรดินผสม 10 สูตร โดยใช้แผนภาพตารางสามเหลี่ยมด้านเท่ากำหนดอัตราส่วนผสมวัตถุดิบ ดินขาว ไดอะตอมไมท์ และเบนโทไนต์ ขึ้นรูปชิ้นทดสอบด้วยวิธีหล่อน้ำดิน และเผาที่อุณหภูมิ 800°C ในบรรยากาศออกซิเดชัน ทดสอบสมบัติทางกายภาพและสมบัติทางกลตามมาตรฐาน ASTM C 326-03 ASTM C 373-72 และ ASTM C 674-81 ทดสอบสีโดยใช้เครื่องวัดสีมินอลต้า วิเคราะห์องค์ประกอบและปริมาณทางแร่ด้วยเทคนิคการเลี้ยวเบนของรังสีเอกซ์ (X-ray Diffraction; XRD) และวิเคราะห์สมบัติโครงสร้างจุลภาคโดยใช้กล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องกราด (Scanning Electron Microscopy; SEM) ขั้นตอนที่ 2 ทดสอบการใช้งานจริงโดยนำสูตรที่เหมาะสมขึ้นรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต้นแบบ ผลการวิจัย พบว่า สูตรที่เหมาะสมที่จะใช้ผลิตแบบพิมพ์เซรามิกส์สำหรับกระบวนการจุ่มขึ้นรูปผลิตภัณฑ์จากยางธรรมชาติ ประกอบด้วยดินขาว 53-58 เปอร์เซ็นต์โดยน้ำหนักไดอะตอมไมท์ 27-36 เปอร์เซ็นต์โดยน้ำหนัก และเบนโทไนต์ 10-15 เปอร์เซ็นต์โดยน้ำหนัก ผลิตภัณฑ์ที่ได้มีลักษณะพิเศษ คือ มีความพรุนตัว 41-45 เปอร์เซ็นต์ การหดตัว 0.7-1.0 เปอร์เซ็นต์ ปริมาตรของรูพรุนเปิด 11-16 ลูกบาศก์เซนติเมตร ค่าโมดูลัสของการแตกหัก 6-8 เมกะพาสคาล ผลการนำไปใช้งาน พบว่า แบบพิมพ์เซรามิกส์มีคุณสมบัติเด่นเรื่องน้ำหนักเบา ดูดติดน้ำยางได้ดี ชิ้นงานที่ขึ้นรูปจากแบบพิมพ์มีผิวเรียบ มีความหนาสม่ำเสมอ และถอดชิ้นงานออกจากแบบพิมพ์ได้ง่าย
Download
|
การพัฒนาแอปพลิเคชัน Chatbot บนอุปกรณ์เคลื่อนที่ สำหรับงานบริการนิสิตและคณาจารย์ ภาควิชาเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา
ผู้แต่ง:
จักรพันธ์ บุญเม่น , ทิพรัตน์ สิทธิวงศ์
Download: 1009 ครั้ง
|
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาบริบทและคำถามที่เกิดขึ้นด้วยการวิเคราะห์ข้อมูลจากการจัดทำโครงการของนิสิตและคณาจารย์ภาควิชาเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา 2) เพื่อพัฒนาแอปพลิเคชัน Chatbot บนอุปกรณ์เคลื่อนที่สำหรับนิสิตและคณาจารย์ 3) เพื่อศึกษาผลการใช้แอปพลิเคชัน Chatbot สำหรับนิสิตและคณาจารย์ และ 4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนิสิตและคณาจารย์ที่มีต่อแอปพลิเคชัน Chatbot กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นิสิตและคณาจารย์ โดยการเก็บรวมรวมข้อมูลแบบบังเอิญ (Accidental Sampling) จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แอปพลิเคชัน Chatbot 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยชุดกิจกรรมใช้งานแอปพลิเคชัน Chatbot 3) แบบสอบถามบริบทและคำถามที่เกิดขึ้นจากการจัดทำโครงการของภาควิชาฯ โดยสร้างแบบอัตนัยและปรนัยเพื่อสอบถามปัญหาและความต้องการของนิสิตและคณาจารย์ 4) แบบประเมินคุณภาพแอปพลิเคชัน Chatbot โดยผู้เชี่ยวชาญ 5) แบบสอบถามพึงพอใจของนิสิตและอาจารย์ที่มีต่อการใช้แอปพลิเคชันฯ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที (t-test) แบบ Dependent ผลการวิจัย พบว่า 1) นิสิตและคณาจารย์ รู้กระบวนการเริ่มต้นการเขียนเพื่อพิจารณาอนุมัติ และมีระบบการติดตามกระบวนการเสนอโครงการ โดยใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์มาช่วยในการอำนวยความสะดวก 2) แอปพลิเคชัน Chatbot มีคุณภาพอยู่ในระดับดีมาก (mean = 4.23, S.D. = 0.48) 3) นิสิตมีความรู้ความเข้าใจในการใช้ Chatbot เคลื่อนที่หลังใช้สูงกว่าก่อนใช้ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และ 4) ความพึงพอใจของนิสิตและคณาจารย์ที่มีต่อแอปพลิเคชัน Chatbot อยู่ในระดับมาก (mean = 4.34, S.D. = 0.55)
Download
|
การวิเคราะห์บทความตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติ ในฐานข้อมูล Scopus จากโครงการวิจัยที่ได้รับทุนเงินรายได้มหาวิทยาลัยมหิดล ประเภท ทุนสนับสนุนนักวิจัยหลังปริญญาเอก ปีงบประมาณ 2561 - 2565
ผู้แต่ง:
ธนภัทร เลิศมงคลอักษร
Download: 1070 ครั้ง
|
บทคัดย่อ
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์บทความตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติ ในฐานข้อมูล Scopus จากโครงการวิจัยที่ได้รับทุนเงินรายได้มหาวิทยาลัยมหิดล ประเภท ทุนสนับสนุนนักวิจัยหลังปริญญาเอก ปีงบประมาณ 2561 - 2565 การศึกษาในครั้งนี้ใช้วิธีวิจัยเชิงปริมาณ โดยใช้วิธีการสืบค้นและเก็บรวบรวมจำนวนบทความตีพิมพ์ที่ได้รับการตีพิมพ์ในระดับนานาชาติ โดยมีนักวิจัยหลังปริญญาเอกเป็นผู้ประพันธ์ชื่อแรก (First author) สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติพรรณนา คือ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ผลการศึกษา พบว่า มหาวิทยาลัยมหิดลมีจำนวนบทความตีพิมพ์ระดับนานาชาติในฐานข้อมูล Scopus ระหว่าง พ.ศ. 2561 - 2565 จำนวนทั้งสิ้น 66 บทความ โดยมีผลงานตีพิมพ์สูงสุดในปีงบประมาณ 2561 (ร้อยละ 133.33) รองลงมาปีงบประมาณ 2562 (ร้อยละ 84.62) และในปีงบประมาณ 2563 - 2565 อาจเป็นผลมาจากการตีพิมพ์บทความวิจัยจะเกิดหลังจากสิ้นสุดการรับทุนแล้วประมาณ 1 - 2 ปี จากผลการวิจัยในข้อ 1.5 จึง คาดว่าในอนาคตปีงบประมาณ 2563 - 2565 จะมีบทความตีพิมพ์เพิ่มขึ้น รวมถึงบทความตีพิมพ์อาจไม่เป็นไปตามที่คาด โดยอาจมีปัจจัยในหลายด้าน ผลการศึกษาในครั้งนี้นำมาสู่การปรับปรุงและพัฒนาแนวทางการบริหารงานวิจัย คือ มหาวิทยาลัยควรส่งเสริมและกระตุ้นให้นักวิจัยสามารถสร้างผลงานวิจัยให้เพิ่มมากขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของมหาวิทยาลัยและยุทธศาสตร์ประเทศ รวมทั้งการส่งเสริมกำลังคนที่จะมาช่วยในการพัฒนางานวิจัยและบทความตีพิมพ์ ข้อเสนอแนะประการสุดท้าย คือ การส่งเสริมให้นักวิจัยมีทัศนคติที่ดีต่อการทำวิจัยและสร้างผลงานการตีพิมพ์ระดับนานาชาติ มีความภาคภูมิใจต่อมหาวิทยาลัยรวมถึงความก้าวหน้าในอาชีพ และได้รับการยอมรับในวงการวิชาการ
Download
|
การพัฒนาหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เรื่อง การใช้งานระบบบริหารจัดการงบประมาณ สำหรับบุคลากรคณะเกษตรศาสตร์และทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยพะเยา
ผู้แต่ง:
จุฑามาศ ทินกรวงศ์
Download: 703 ครั้ง
|
บทคัดย่อ
การพัฒนาหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เรื่อง การใช้งานระบบบริหารจัดการงบประมาณ สำหรับบุคลากรคณะเกษตรศาสตร์และทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยพะเยา มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. พัฒนาหนังสืออิเล็กทรอนิกส์การใช้งานระบบบริหารจัดการงบประมาณสำหรับบุคลากรคณะเกษตรศาสตร์และทรัพยากรธรรมชาติ ให้มีประสิทธิภาพ 2. เพื่อเปรียบเทียบความรู้และความเข้าใจของบุคลากรคณะเกษตรศาสตร์และทรัพยากรธรรมชาติ ก่อนและหลังการศึกษาระบบบริหารจัดการงบประมาณ โดยใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เรื่อง การใช้งานระบบบริหารจัดการงบประมาณ กลุ่มตัวอย่าง คือ บุคลากรคณะเกษตรศาสตร์และทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยพะเยา จำนวน 15 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ประกอบด้วย หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ แบบทดสอบก่อนและหลังการศึกษา และแบบความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิคและเนื้อหา สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าร้อยละ และการทดสอบค่า t-test ผลการศึกษาพบว่า หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เรื่อง การใช้งานระบบบริหารจัดการงบประมาณ สำหรับบุคลากรคณะเกษตรศาสตร์และทรัพยากรธรรมชาติ ที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพ เท่ากับ 92.66/100 เป็นไปตามสมมติฐานที่ผู้วิจัยตั้งไว้ คือ 90/ 90 และผู้ใช้งานมีคะแนนหลังการศึกษาในหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เรื่อง การใช้งานระบบบริหารจัดการงบประมาณ สำหรับบุคลากรคณะเกษตรศาสตร์และทรัพยากรธรรมชาติ สูงกว่าคะแนนก่อนการศึกษา อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05
Download
|
ความคาดหวังและความพึงพอใจของผู้เข้าร่วมโครงการ PSU Open Mobility คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
ผู้แต่ง:
นูรฮัม ฮะซา, พิภัตน์ เผ่าจินดา
Download: 967 ครั้ง
|
บทคัดย่อ
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์คือ 1) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของผู้เข้าร่วมโครงการ PSU Open Mobility ของคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ระหว่างปีพ.ศ. 2564-2566 2) เพื่อศึกษาความคาดหวังของผู้เข้าร่วมโครงการ PSU Open Mobility ระหว่างปีพ.ศ. 2564-2566 ต่อการส่งเสริมความเป็นนานาชาติของคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ประชากรที่ใช้ในการศึกษา คือ ผู้เข้าร่วมโครงการ PSU Open Mobility จำนวน 14 โครงการย่อยที่จัดขึ้นระหว่างเดือนกันยายน พ.ศ. 2564 ถึงเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2566 จำนวน 1,616 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามออนไลน์ ซึ่งมีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) เท่ากับ 1 โดยแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ 1) ข้อมูลทั่วไปของผู้เข้าร่วม 2) ความพึงพอใจของผู้เข้าร่วมต่อการจัดโครงการ PSU Open Mobility และ 3) ความคาดหวังของผู้เข้าร่วมต่อการส่งเสริมความเป็นนานาชาติของคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ผลการศึกษาพบว่า 1) ผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 70.70 มีสถานภาพเป็นนักศึกษา ร้อยละ 89.99 มีช่วงอายุระหว่าง 18-23 ปี ร้อยละ 48.80 และมีระดับการศึกษาสูงสุด คือ ปริญญาตรี ร้อยละ 80.12 ซึ่งตรงตามกลุ่มเป้าหมายของโครงการฯ 2) ความพึงพอใจของผู้เข้าร่วมต่อการจัดโครงการ PSU Open Mobility มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุดอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2564-2566 โดยมีค่าเฉลี่ยในปีพ.ศ. 2564 คือ (µ=4.51, σ=0.16) ในปีพ.ศ. 2565 คือ (µ=4.64, σ=0.18) และในปีพ.ศ. 2566 คือ (µ=4.64, σ=0.13) และ 3) ความคาดหวังของผู้เข้าร่วมต่อการส่งเสริม ความเป็นนานาชาติของคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เสนอให้จัดกิจกรรมทางวัฒนธรรมนานาชาติภายในมหาวิทยาลัยมากที่สุด ติดต่อกันตั้งแต่ปี พ.ศ. 2564-2566 คิดเป็นร้อยละ 30.20 ในปีพ.ศ. 2564 ร้อยละ 23.88 ในปีพ.ศ. 2565 และร้อยละ 16.91 ในปี พ.ศ. 2566
Download
|
| ดูรายการทั้งหมด |